Make your own free website on Tripod.com
ช่วยหนูด้วย  มันให้หนู้ทำทุกอย่างที่มันต้องการ  .. หนูจะเอาเรื่องมัน ( ให้มันมาทำหนูอีก )
กลับหน้าแรก
ขอคำปรึกษา โดยตรงกับนักกฏหมาย

S detective & lawyer

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๔ วางหลักกฎหมายไว้ว่า
" บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมาย เพื่อให้พ้นจากความรับผิดทางอาญาไม่ได้ "

( ธุรกิจ ธุรโกง )

....... เรื่องของธุรกิจ - ธุรโกง จากประสบการณ์ของเราจึงขอแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ ๑ . ธุรกิจ - ธุรโกง
ภานนอก ... ๒ . ธุรกิจ - ธุรโกงภายใน

ธุรกิจ - ธุรโกงภายนอก

....... โดยทั่วไปคนทำธุรกิจ - กิจการต่างต้องพึ่งเงินกู้ เพื่อเอามาขยายกิจการ .. แหล่งเงินที่สำคัญและกู้ยืมได้ง่าย
คือ ๑ . แหล่งเงินกู้นอกระบบ .. ๒ . ธนาคาร หรือสถาบันการเงินที่กฎหมายรับรอง

....... ๑ . เงินกู้นอกระบบ .. ส่วนใหญ่ผู้กู้มักจะให้กู้ง่าย เพียงแต่ลงชื่อในใบสัญญากู้ยืนก็รับเงินไปได้เลย .. แต่พอถึงเวลาที่
ผู้กู้ไม่ชำระเงิน ก็อาจถูกทวงถามแบบโหดๆ บ้าง แบบกึ่งโหดบ้าง .. ถ้าทวงแล้วไม่ได้จริงๆ ก็จะให้ทนายความคู่ใจฟ้อง
โดยเอาใบสัญญากู้ยืมมากรอกตัวเลขเข้าไปใหม่ .. เช่น กู้ยืมกันจริงๆ ๑๐,๐๐๐ บาท แต่มากรอกตัวเลขเป็น ๑๐๐,๐๐๐ บาท
หรือมากว่านั้นไปฟ้องต่อศาล
... แบบนี้ในทางกฎหมายถือว่าสัญญากู้ยืมนั้นปลอม ตามประมวกฎหมายอาญามาตรา ๒๖๔
มีโทษจำคุก ไม่เกิน ๓ ปี

........ แต่ส่วนใหญ้แล้วลูกหนี้ที่ไปกู้ยืมเงินมักจะไม่ต้อสู้กับเจ้าหนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเจ้าหนี้โกงแบบหน้าด้านๆ เหตุผลเพราะว่า
๑ . ลูกหนี้ไม่มีเงินที่จะไปว่าจ้างทนายความ จะไปแจ้งความกับตำรวจๆ อาจไม่รับแจ้งก็ได้
๒ . ไม่อยากขึ้นโรงขึ้นศาล เพราะคิดว่า ถึงจ้างทนายความไปต่อสู้ก็ต้องใช้หนี้เหมือนเดิม
๓ . อาจเพราะกลัวอิธิพลของนายทุนเงินกู้ ... และอื่นๆ
........ ด้วยเหตุผลทั้ง ๓ ข้อ ในที่สุดก็ต้องตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา และถูกเจ้าหนี้ ทนายความคู่ใจเจ้าหนี้ บังคับคดี
ยึดทรัพย์สิน อายัดเงินเดือน

........ ถ้าลูกหนี้คิดที่จะเอาเจ้าหนี้หรือนายทุนเอาสัญญากู้ยืมเงินมากรอกตัวเลขให้สูงจากความเป็นจริงเข้าคุก และสามารถ
จะต่อรองกับเจ้าหนี้ได้อีกด้วย .. ซึ่งอาจทำให้ไมต้องใช้หนี้ หรืออาจจะใด้เงินจากเจ้าหนี้ใช้อีกฐานยอมความ ไม่เอาเจ้าหนี้
เข้าคุก

........ เรื่องแบบนี้มีให้เห็นอยู่มากมาย ขึ้นอยู่ว่า ลูกหนี้จะลุกขึ้นต่อสู้ทางคดีอาญาหรือไม่เท่านั้น .. เพราะกฎหมายก็เปิดโอกาส
ให้ลูกหนี้ทำได้ ไม่ถือว่าโกงเจ้าหนี้ และไม่ผิกกฎหมายด้วย .. นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของลูกหนี้ที่ไม่ต้องใช้หนี้เพราะมีกฎหมาย
รับรอง .. ยังมีวิธีอื่นๆ อีกมากที่ไม่ต้องใช้หนี้เจ้าหนี้ ถึงแม้จะเป็นสถาบันการเงินหรือธนาคารก็ตาม

....... ๒ . ธนาคาร หรือสถาบันการเงินที่กฎหมายรับรอง ก็เป็นแหล่งเงินกู้ขนาดใหญ่ที่ใครรู้จัก เพราะดอกเบี้ยกู้ยืมถูกมาก
ส่วนใหญ่แล้วเจ้าของธุรกิจและกิจการต่างใช้การกู้ยืมเงินจากธนาคารเป็นหลัก

....... ตอนไปขอกู้ยืมเงิน ก็ไม่มีอะไรยุ่งยากมากเพียงเขียนโครงการเข้าไป และปฎิบัติตามระเบียบที่ธนาคารแต่และที่กำหนด
(ทั้งบนดิน และใต้ดิน) ก็สามารถได้เงินมาบริหารหรือขยายกิจการแล้ว .. ( ส่วนใหญ่ธนาคารก็มักจะให้มีการจำนองที่ดิน
จำนำทรัพย์สิน และมีผู้ค้ำประกัน .. พิจารณาประกอบกับธุรกิจหรือกิจการที่ทำอยู่เป็นหลัก )

ทำไม่ถึงเป็นธุรโกงได้

....... เมื่อธนาคารตกลงให้เงินกู้แล้ว ลูกหนี้ก็ต้องผ่อนชำระตามสัญญา เช่นกู้ยืมกัน ๑๐๐ ล้าน ผ่อนคืนธนาคารเดือนละ ๒ ล้าน
พร้อมดอกเบี้ย
....... พอลูกหนี้ผ่อนไปได้สักระยะ ธุรกิจหรือกิจการประสบปัญหาไม่สามารถจ่ายเงินให้ได้เดือนละ ๒ ล้าน แต่สามาถาจ่ายได้
เดิอนละ ๑ ล้าน ทางธนาคารก็จะเริ่มมีปฏิกิริยากับลูกหนี้ เช่น จะคิดเบี้ยปรับ เบี้ยผิดนัด เบี้ยผิดสัญญา และอื่นๆ อีกมากมาย
เมือรวมๆแล้วก็เป็นเงินจำนวนมาก และที่สำคัญเงินที่ส่งไปเดือนละ ๑ ล้าน ธนาคาร หรือสถาบันการเงินก็จะเอาไปหักดอกเบี้ย
เบี้ยปรับ เบี้ยผิดนัด และอื่นๆ จนหมดก่อนแล้วจึงจะเอาส่วนที่เหลือมาหักกับเงินต้น .. ถ้าไม่เหลือหรือหักไม่พอก็จะเอาไปทบกับ
เดือนๆ ต่อๆ ไป .. เงินที่ส่งไปทุกเดือนอาจไปถูกหักกับส่วนอื่นๆ หมด ในที่สุดเงินต้นไม่เคยลดลงเลย
....... พอไปสักระยะหนี้เมือเห็นว่ามียอดคิดเบี้ยปรับ เบี้ยผิดนัด เบี้ยผิดสัญญา และอื่นๆ สูงขึ้น ก็จะเรียกลูกหนี้เข้ามาปรับโครง
สร้างหนี้ โดยเสนอให้เอายอดหนี้เดิมรวมเข้ากับเบี้ยปรับ เบี้ยผิดนัด เบี้ยผิดสัญญา และอื่นๆ เอามาเป็นต้นเงินใหม่ .. ตามกฎหมาย
เรียกวิธีนี้ว่า รับสภาพหนี้ หรือแปลงหนี้ .. ที่สุดลูกหนี้ก็จะได้หนี้ใหม่มาเช่น เดิมกู้ ๑๐๐ ล้าน ใช้ไปได้ ๒๐ ล้าน ขาดส่งรายเดือน
รวม ๒๐ ล้าน ส่วนที่ขาดส่งคิดเบี้ยปรับ เบี้ยผิดนัด เบี้ยผิดสัญญา และอื่นๆ ๑๐ ล้าน ในการปรับโครงสร้างหนี้ก็จะเป็น ๙๐ ล้าน
แต่ ๙๐ ล้านนี้ธนาคารอาจจะเสนอให้พักดอกเบี้ยไว้ก่อน โดยให้ส่งเฉพาะเงินต้น ๙๐ ล้านดอกเบี้ยคิดที่หลัง
........ อันที่จริงดอกเบี้ย ที่พักเอาไว้นั้น ตัวดอกเบี้ยยังคงเดินไปอยู่ตลอดเวลาไม่มีการหยุดแต่อย่างใด .. หรือถ้าอาจจะหยุดจริงๆ
ก็เพราะธนาคารได้คิดรวบยอดรวมเอาไว้ล่วงหนี้แล้วในเวลาปรับโครงสร้างหนี้ .. แต่ธนาคารไม่ได้บอกให้ลูกหนี้ทราบเท่านั้น
จะบอกแต่เพียงว่าปรับโครงสร้างหนี้แล้ว จะหยุดดอกเบี้ยให้ " เพียงเท่านี้ลูกหนี้ก็ดีใจจนเนื้อเต้น คิดว่าธนาคารชั่งใจดีอะไร
อย่างนี้ " ... ลูกหนี้ก็ลงชื่อในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้โดยที่ไม่ได้ดูว่า ในสัญญานั้นระบุข้อความตามที่ได้พูดคุยกันก่อนลงชื่อ
หรือไม่ ... เมื่อลูกหนี้เอามาอ่านภายหลักก็จะรู้ว่าถูกหลอก เมื่อโทรไปถามที่ธนาคาร .. เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบก็จะอ้างว่าเป็นนโยบาย
ของสำนักงานใหญ่ สาขาไม่มีอำนาจแก้ไข .. ถ้าลูกหนี้ไม่ตกลงทางสำนักงานใหญ่ก็จะฟ้องยึดทรัพย์ทันที่ ( แถมขู่จะฟ้องอีก )
เมื่อเป็นเช่นนั้ลูกหนี้ก็ถูกมัดมือชก ต้องกัดฟันหาเงินมาใช้หนี้ตามสัญญใหม่ ซึ่งมากกว่าเดิมอีก ( ที่ส่งๆ ไปไม่มีความหมายอะไรเลย
ต้องมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ และผู้จัดการที่เคยรู้จักกินข้าว เที่ยวด้วยกัน ก็จะทำเป้นไม่รู้จักกันมาก่อน )

....... ดังนั้นเมื่อเป็นหนี้ธนาคารและถูกเรียกให้เข้าไปปรับโครงสร้างหนี้ .. ท่านรองขอให้ธนาคารสำเนาสะญญาปรับโครงสร้างหนี้
มาดูก่อน ... รับรองได้ว่าท่านจะไม่มีโอกาสที่จะเอาสัญญานั้นหรือขอถ่านสัญญานั้นออกนอกเขตธนาคารได้เลย .. ให้ท่านสันนิฐาน
ไว้ก่อนว่าท่านอาจจะถูกกลฉ้อฉลได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือการจะเจอกับสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราช
บัญญัติวีด้วยข้อสัญญที่ไม่เป็นธรรมกฎหมาย พ.ศ.๒๕๔๐ ... ( นี้ละที่เรียกว่า " ธุรโกง )
... มีลูกหนี้หลายท่านโดนแบบนี้มามากแล้ว
โดยคิกว่า ตัวเองตั้งใจที่จะไม่โกงธนาคาร และธนาคารก็จะไม่โกงตัวเอง และให้โอกาสให้หาเงินผ่อนใช้หนี้ .. ในที่สุดถ้าลูกหนี้ไม่
สามารถหาเงินมาชำระตามสัญญาปรับโครงสร้างใหม่ได้ ก็จะต้องถูกฟ้องอย่างเดียวเท่านั้น ... จะไปร้องให้ผู้จัดการธนาคารช่วย
ก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะเข้าได้ไปแล้ว และไม่ยอมเอาตำแหน่งมาเสี่ยงกับการถูกออกฐานทุจริต

..... เรื่องธุรโกง ธนาคาร หรือสถาบันการเงินแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น .. ยังมีในเรื่องของบัตรเคดิต ซื้อสินค้าเงินผ่อนตามห้างต่างๆ
ก็เข้าในลัษณะเดียวกันหรือคล้ายๆกัน .. ผมเคยบอกกับหลายคนว่า ถ้าจะปรับโครงสร้างหนี้ ขอให้ถ่านสำเนาสัญญามาด้วย หรือให้มี
ทนายความหรือนักกฎหมายไปด้วยจะดีมาก จะได้ไม่ต้องถูกหลอก หรือมีเพือนคอยปรึกษาเพื่อให้มั่นใจจริงๆ ก่อนทำสัญญา

.... แต่ถ้าใครหลวมตัวไปทำปรับโครงสร้างหนี้แล้วและกำลังจะถูกฟ้อง หรือรู้ว่าจะไม่มีเงินใช้หนี้ .. ท่านยังมีทางออกอีกมากที่จะไม่ให้
ธนาคารชนะคดี หรือยึดทรัพย์สินได้ หรืออาจจะไม่ต้องใช้หนี้เลย ... " กฎหมายถ้ารู้และใช้ให้ถูกที่ถูกทางย่อมเป็นประโยชน์แก้ผู้ใช้ "
เตือนแล้วนะไม่ใช่ไม่ว่ากัน " ไม่เห็นโลง ไม่หลั่งน้ำตา "

ธุรกิจ - ธุรโกงภายใน


จำนวนผู้เข้าเว็บ

FastCounter by bCentral
.
เข้าสู่กระดานถามปัญหาต่างๆ ของเพื่อนสมาชิก กระดานกฎหมาย ๑............. ... เข้าสู่กระดานถามปัญหาต่างๆ ของเพื่อนสมาชิกกระดานกฎหมาย ๒